วันเสาร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

มอญบ้านหนองดู่


มอญบ้านหนองดู่

ชุมชน มอญ บ้านหนองดู่ ริมแม่น้ำปิง อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน เป็น ชุมชนมอญอีกแห่งหนึ่งที่ยังมีวัฒนธรรมประเพณี และสำเนียงเสียงรามัญที่ไม่เคยเงียบหายไปจากหมู่บ้าน แม้ในถ้อยคำเหล่านั้นจะมีเจ้าปะปนอยู่ ก็เป็นไปตามสภาวะที่ชาวมอญในเมืองไทยทุกชุมชนกำลังประสบกัน
 
โดยทั่วไป เพราะได้รับเอาวัฒนธรรมไทย เข้าไปผสมผสานในชีวิตประจำวัน ชุมชนมอญบ้านหนองดู่ เป็นชุมชนมอญขนาดเล็ก แต่ทว่ายังคงรักษาวัฒนธรรมประเพณีมอญเอาไว้ได้อย่างดี ชาวบ้านยังคงใช้ภาษามอญ ในการสนทนาในชีวิตประจำวัน มีวัดมอญในชุมชน ได้แก่ วัดหนองดู่ และ วัดเกาะกลาง


 
เจดีย์โบราณวัดเกาะกลาง

ปัญหาสำคัญข้อหนึ่งของ ชุมชนมอญ บ้านหนองดู่ก็คือ ไม่มีการจดบันทึกประวัติศาสตร์ ของชุมชนเอาไว้อย่างชัดเจน ทำให้ไม่สามารถสืบค้นได้ว่า ชาวมอญที่นี่ มีประวัติความเป็นมาอย่างไร อพยพมาจากเมืองมอญ (ประเทศพม่า) โดยตรง หรือโยกย้ายมาจากภาคกลางของประเทศไทย


 
แต่หลายท่านสันนิษฐานว่า ชาวมอญบ้านหนองดู่ สืบเชื้อสายมาจากชาวมอญในสมัยหริภุญไชย พร้อมๆ กับการกำเนิดของพระนางจามเทวีตามตำนานโยนก กล่าวถึงการกำเนิดของพระนางจามเทวี ดังนี้
 
พระนางจามเทวี ทรงสมภพเมื่อเวลาจวนจะค่ำ วันพฤหัสบดี เดือน ๕ ปีมะโรง ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ ปี พ.ศ.๑๑๗๖ โดยประสูติที่บ้านหนองดู่ (นครบุรพนคร) อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน เป็นชาวเมงคบุตร (มอญ)(คัดจากหนังสือ พระนางจามเทวี: กำเนิดพระนางจามเทวี, หน้า ๑๕)
 
สิ่งที่สามารถพอจะพิสูจน์ได้ว่า อาณาจักรหริภุญไชย และพระนางจามเทวีเป็นมอญหรือไม่นั้น ส่วนหนึ่งคงดูได้จาก ศิลาจารึกที่ขุดค้นได้ในอาณาจักรแห่งนี้กว่า ๓๐ หลัก (ปัจจุบันแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์วัดมหาวัน จ.ลำพูน) ซึ่งจารึกด้วยภาษามอญทั้งสิ้น
 
ส่วนหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ ทำให้ชาวบ้านเชื่อว่า ชาวหนองดู่ สืบเชื้อสายมาจากชาวมอญ ในยุคพระนางจามเทวีก็คือ
พระเจดีย์โบราณวัดเกาะกลาง บ้านหนองดู่ (ปัจจุบัน แยกการปกครองออกเป็น ๒ หมู่บ้านคือ บ้านหนองดู่ และ บ้านบ่อคาว) ที่ตำนานระบุว่า พระนางจามเทวีได้สร้างไว้ เมื่อเดินทางมาจากลพบุรี และแวะพักที่วัดเกาะกลางแห่งนี้ ก่อนเสด็จยังเมืองหริภุญไชย เพื่อเสวยราชย์เป็นปฐมกษัตริย์ และภายในวัดเกาะกลาง ยังมีพิพิธภัณฑ์พระนางจามเทวีอีกด้วย ปัจจุบันกรมศิลปากรได้จดทะเบียนให้
วัดเกาะกลางเป็นโบราณสถาน และกำลังสืบค้นหาประวัติที่แน่นอน
 
วัดหนองดู่ และวัดเกาะกลาง (วัดใหม่และวัดเก่า) เป็นวัดมอญ ที่ยังคงอนุรักษ์ความเป็นมอญไว้ได้อย่างเข้มแข็ง ชาวบ้านยังใช้ภาษามอญ รวมทั้งพระสงฆ์ก็ยังคงสวดมนต์ด้วยสำเนียงมอญ ภายในวัดก่อสร้างด้วยศิลปกรรมแบบมอญผสมผสานล้านนาไทย มีเสาหงส์ และจารึกไว้ที่ฐานเสาด้วยอักษรมอญสวยงาม
 
************
ที่มาของพระราชประวัตินี้

. ชินกาลมาลีปกรณ์ ฉบับหอสมุดแห่งชาติ
. สังคีติยวงศ์
. จามเทวีวงศ์
(คัดลอกจากเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับจังหวัดลำพูน-บ้านมอญหนองดู่-www.monstudies)


*************

Monlamphun ขอขอบพระคุณทุกๆ เว็บไซต์ ทุกๆ บทความที่ได้เผยแพร่เกียรติประวัติ เกียรติคุณของ
มอญบ้านหนองดู่-มอญบ้านบ่อคาว ซึ่ง แว่น มัฆวาน ในฐานะที่เป็นลูกหลานเม็งคะบุตร เห็นว่ากระจัดกระจายกันอยู่หลายที่หลายแห่ง จึงได้รวบรวมนำมาเสนอไว้ ณ ที่นี้ เพื่อให้อนุชนได้ทราบ และเป็นการย้ำเตือนความทรงจำของ
มอญบ้านหนองดู่ - มอญบ้านบ่อคาว
   
ซึ่งเป็น...
หนึ่งเดียวในจังหวัดลำพูน

หากมีสิ่งใดขาดตกบกพร่อง ผิดพลาด หรือไม่ถูกต้อง ขอท่านผู้รู้ทั้งหลาย กรุณาแนะนำ ติชม เพื่อที่จะได้แก้ไข
ให้ถูกต้องต่อไป....
ขอกราบขอบพระคุณ..

"แว่น มัฆวาน"

ความทรงจำหลวงปู่.. พระอุดมญาณโมลี (จันทร์ศรี จนฺททีโป)


ความทรงจำหลวงปู่
พระอุดมญาณโมลี
(จันทร์ศรี จนฺททีโป)
ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค ๙ (ธรรมยุต)
เจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี
**************

พระเดชพระคุณพระอุดมญาณโมลี (จันทร์ศรี จนฺททีโป) พระราชาคณะเจ้าคณะรอง (รองสมเด็จ) ได้บันทึกความทรงจำในอดีตของท่านไว้ ดังนี้
(ผู้จัดทำได้คัดลอกมาเป็นบางส่วนจากหนังสือประวัติและผลงานของท่าน)

หน้าที่การงานสนองพระบัญชา
พ.ศ.๒๔๘๑ เจ้าพระคุณสมเด็จ พระวชิรญาณวงศ์ (ม.ร.ว.ชื่น นภวงศ์) เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร เจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต มีพระบัญชาให้ข้าพเจ้า (หลวงปู่จันทร์ศรี จนฺททีโป) ไปรักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดรัมภาราม (บ้านกล้วย) อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี ๑ ปี

พ.ศ.๒๔๘๒-๒๔๘๓ ไปเป็นครูสอนพระปริยัติธรรม แผนกธรรมและบาลีไวยากรณ์ ที่วัดหนองดู่ ตำบลบ้านเรือน อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน อยู่ ๘ เดือน มีนักเรียน ๒๐ รูป โดยสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์ ธมฺมธโร ป.ธ.๖, น.ธ.โท) ขณะนั้นมีสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นเทพที่ พระเทพโมลี ขอพระเปรียญจากวัดบวรนิเวศวิหาร ๔ รูป วัดนรนาถสุนทริการามอีก ๒ รูป ไปช่วยเป็นครูสอนพระปริยัติธรรม แผนกธรรม แผนกบาลีไวยากรณ์ ป.ธ.๓ และกิจการพระศาสนาด้านอื่นๆ ด้วย คือ

วัดบวรนิเวศวิหาร ๔ รูป คือ
๑. พระมหาบำรุง ป.ธ.๖, น.ธ.เอก
๒. พระมหาทองหล่อ ป.ธ.๕, น.ธ.เอก
๓. พระมหาจันทร์ศรี จนฺททีโป ป.ธ.๓, น.ธ.เอก
๔. พระมหาหลอด ป.ธ.๓, น.ธ.เอก

วัดนรนาถสุนทริการามอีก ๒ รูป คือ
๑. พระมหาทองใบ ป.ธ.๖, น.ธ.เอก
๒. พระมหาอ่อน ญาณธโร ป.ธ.๓, น.ธ.เอก

ทั้ง ๖ รูปนี้ไปพักรวมกันที่วัดเจดีย์หลวง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ๒๐ วัน

ขณะนั้นข้าพเจ้าได้คุ้นเคยกับพระธรรมวิสุทธิมงคล ซึ่งขณะนั้นเป็น พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน กำลังเรียน ป.ธ.๓, น.ธ.เอก เป็นผู้ปฏิบัติใกล้ชิดสมเด็จพระมหาวีรวงศ์... เมื่อพักอยู่ที่วัดเจดีย์หลวงพอสมควรแล้ว สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ได้จัดพระเปรียญที่ไปจากกรุงเทพฯ แยกย้ายกันไปปฏิบัติศาสนกิจ ดังนี้

๑. พระมหาบำรุง ป.ธ.๖, น.ธ.เอก พระมหาทองใบ ป.ธ.๖, น.ธ.เอก ให้เป็นครูสอนอยู่ภายในวัดเจดีย์หลวง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
๒. พระมหาทองหล่อ ป.ธ.๕, น.ธ.เอก ไปเป็นครูสอนที่วัดเชตวัน อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง
๓. พระมหาหลอด ป.ธ.๓, น.ธ.เอก ไปเป็นครูสอนที่วัดเมืองลวง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
๔. พระมหาจันทร์ศรี จนฺททีโป ป.ธ.๓, น.ธ.เอก พระมหาอ่อน ญาณธโร ป.ธ.๓, น.ธ.เอก ไปเป็นครูสอนที่วัดหนองดู่ ตำบลบ้านเรือน อำเภอปากบ่อง (ปัจจุบันเป็นอำเภอป่าซาง) จังหวัดลำพูน....

*************


Monlamphun ขอขอบพระคุณทุกๆ เว็บไซต์ ทุกๆ บทความที่ได้เผยแพร่เกียรติประวัติ เกียรติคุณของ
มอญบ้านหนองดู่-มอญบ้านบ่อคาว” ซึ่ง แว่น มัฆวาน ในฐานะที่เป็นลูกหลานเม็งคะบุตร เห็นว่ากระจัดกระจายกันอยู่หลายที่หลายแห่ง จึงได้รวบรวมนำมาเสนอไว้ ณ ที่นี้ เพื่อให้อนุชนได้ทราบ และเป็นการย้ำเตือนความทรงจำของ มอญบ้านหนองดู่ - มอญบ้านบ่อคาว   
ซึ่งเป็น...
หนึ่งเดียวในจังหวัดลำพูน

หากมีสิ่งใดขาดตกบกพร่อง ผิดพลาด หรือไม่ถูกต้อง ขอท่านผู้รู้ทั้งหลาย กรุณาแนะนำ ติชม เพื่อที่จะได้แก้ไข
ให้ถูกต้องต่อไป....
ขอกราบขอบพระคุณ..
"แว่น มัฆวาน"

วันศุกร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ (เทสก์ เทสรังสี)



อัตโนประวัติ
ของ
พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ (เทสก์ เทสรังสี)

พรรษาที่ ๑๖ จำพรรษาที่บ้านหนองดู่ อำเภอปากบ่อง (อำเภอป่าซางในปัจจุบัน)
จังหวัดลำพูน (พ.ศ. ๒๔๘๑)

 
หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี



บ้านหนองดู่ป็นบ้านชาวมอญ พระที่วัดหนองดู่ดูเหมือนจะเคร่งครัดในวินัยพอควร แต่สมภารตามที่ชาวบ้านว่าท่านขลังพอดูเหมือนกัน ชาวบ้านจะไปในงานใด ท่านเสกน้ำมันงาให้เขากิน ให้ทาแล้วแทงไม่เข้า ตีไม่แตก คนแถบนั้นเมื่อเห็นชาวหนองดู่ไปในงานไหนแล้วต่างก็จะพากันจ้องจับตาดูกันเป็นแถว เพราะเกรงกลัวในด้านของหนังเหนียว

ส่วนชาวบ้านได้อาจารย์ดีแล้วก็กำเริบไม่กลัวใครทั้งนั้น เคยมีบ้านแถบนั้นเขารวมหัวกันมีอาวุธครบมือยกขบวนมาล้อมบ้าน จะแก้แค้นเอาให้ตายหมดทั้งบ้าน 

ผู้ชายรู้ตัวพากันวิ่งเข้าไปในป่าหัวซุกหัวซุนต่างเอาตัวรอด สมภารอาจารย์ดีองค์นี้แหละอายุได้ ๘๐ ปีแล้ว (หมายถึง พระญาณกิตติ หลวงพ่อครูบากิ เจ้าอาวาสวัดหนองดู่ ก่อนที่จะเปลี่ยนแปลงมาเป็นคณะธรรมยุต) ถูกพระกัมมัฏฐานเที่ยวธุดงค์มาขอพักอาศัยได้อบรมเอาเกิดความรู้แจ้งเห็นจริงในพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างน่าอัศจรรย์เลยเกิดความเลื่อมใสยอมสละมานะทิฐิขอเป็นลูกศิษย์ท่าน ภายหลังพร้อมกันทั้งวัดโดยการสนับสนุนของชาวบ้านด้วย ได้เปลี่ยนแปลงเป็นคณะธรรมยุต สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์) เมื่อครั้งเป็นพระญาณดิลกไปรักษาการที่วัดเจดีย์หลวงเชียงใหม่ได้ขอร้องให้เรา (หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี) ไปเป็นสมภารวัดหนองดู่เป็นองค์แรก มีพระปลัดทองสุกเป็นรองสมภาร

 


สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์ ธมฺมธโร)


ในพรรษานี้พระมหาขันธ์หัดเทศน์เป็นปฐมฤกษ์ เป็นครูสอนปริยัติธรรมด้วย ในพรรษานี้เราได้อบรมประชาชนให้เกิดศรัทธาปสาทะเข้ามารักษาศีลอุโบสถมากเป็นประวัติการณ์ บางบ้านปิดประตูบ้านแล้วพากันมานอนรักษาศีลอุโบสถที่วัดหมดครอบครัวเลยก็มี ประเพณีคนมอญเด็กสาวๆ จะไม่มีการรักษาศีลอุโบสถเลย ซึ่งตรงกันข้ามกับชายหนุ่ม ชายหนุ่มสึกจากพระแล้วจะเข้าวัดรักษาอุโบสถไม่ขาดเลย น่าชมเชยเขา คนบ้านนี้ถึงแม้อาชีพเขาจะไม่ค่อยคล่องแต่เขาก็ศรัทธาดีมาก

นอกจากนี้เรายังได้สอนให้เขามั่นอยู่ในพระไตรสรณาคมน์ ละมิจฉาทิฐิถือผีเสีย ได้มีผู้เห็นดีเห็นชอบด้วยพากันยอมแล้วเราจำเป็นจะต้องเดินทางกลับภาคอีสานเสีย จึงเป็นอันยุติไว้เพียงเท่านั้นสละผีมอญมาขอรับเอาพระไตรสรณาคมน์เป็นสรณะแทนเป็นจำนวนมากแต่ออกพรรษา

 ************

Monlamphun ขอขอบพระคุณทุกๆ เว็บไซต์ ทุกๆ บทความที่ได้เผยแพร่เกียรติประวัติ เกียรติคุณของ

มอญบ้านหนองดู่-มอญบ้านบ่อคาวซึ่ง แว่น มัฆวาน ในฐานะที่เป็นลูกหลานเม็งคะบุตร เห็นว่ากระจัดกระจายกันอยู่หลายที่หลายแห่ง จึงได้รวบรวมนำมาเสนอไว้ ณ ที่นี้ เพื่อให้อนุชนได้ทราบ และเป็นการย้ำเตือนความทรงจำของ มอญบ้านหนองดู่ - มอญบ้านบ่อคาว   
ซึ่งเป็น...

หนึ่งเดียวในจังหวัดลำพูน


หากมีสิ่งใดขาดตกบกพร่อง ผิดพลาด หรือไม่ถูกต้อง ขอท่านผู้รู้ทั้งหลาย กรุณาแนะนำ ติชม เพื่อที่จะได้แก้ไข
ให้ถูกต้องต่อไป....
ขอกราบขอบพระคุณ..

"แว่น มัฆวาน"

บันทึกน้ำแม่ปิง : สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พ.ศ.๒๔๖๔


บันทึกน้ำแม่ปิง :

การเสด็จกลับจากเชียงใหม่ของ..
สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ   พ.ศ.๒๔๖๔


แม้ว่าทางรถไฟสายเหนือ ที่เริ่มสร้างหลังจากกบฏเงี้ยวเมืองแพร่ พ.ศ.๒๔๔๕ จะมาถึงลำปางเมื่อ พ.ศ.๒๔๕๙ และสร้างต่อจนสามารถเปิดการเดินรถ ถึงปลายทางที่เชียงใหม่ได้สำเร็จในปี พ.ศ.๒๔๖๔ สมัยรัชกาลที่ ๖ แต่ในเวลานั้น ก็ยังมีบันทึกการเดินทาง ในลำน้ำปิงให้เราได้เห็นอยู่ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ดังกล่าวไว้ใน 'หนังสือมัคคุเทศ' ซึ่งอธิบายระยะทางล่องลำน้ำพิงค์ (แม่น้ำปิง) ตั้งแต่เชียงใหม่ ถึงปากน้ำโพธิ์ ซึ่งรวบรวมจากจดหมาย ที่ได้เขียนพรรณนา ระยะทางล่องลำน้ำปิง ของพระองค์ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์- มีนาคม พ.ศ.๒๔๖๔ ถวายพระราชชายา เจ้าดารารัศมี ตามที่พระราชชายาฯ ผู้ทรง "มีความรอบรู้โบราณคดีไม่มีใครเสมอ ในมณฑลพายัพ" มีพระประสงค์ต้องการทราบ
บันทึกดังกล่าว ได้ให้ภาพการเดินทาง ของพระราชชายา เจ้าดารารัศมี ตลอดจนเส้นทาง และจุดแวะพักตลอดจนเกาะแก่งต่างๆ ก่อนหน้านี้ชัดเจนขึ้น มีหลายตำบลตลอดสองฝั่งน้ำแม่ปิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างเชียงใหม่ และตาก ซึ่งเป็นที่หยุดพัก ทั้งของพระราชชายาฯ และของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และมีหลายตำบล ที่เกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์ และโบราณคดีลุ่มน้ำแม่ปิง อย่างน่าสนใจยิ่ง
อาจกล่าวได้ว่าบันทึกทั้งหลายเหล่านี้ ไม่ได้เป็นเพียงการเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับคนเท่านั้น แต่แท้จริง คือเรื่องราวของสายน้ำมากกว่า เราอาจแบ่งระยะทางล่องน้ำแม่ปิง ของสมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ในครั้งนั้นได้เป็นสองช่วงด้วยกัน คือช่วงแรก ระหว่างเชียงใหม่ถึงเมืองตากใหม่ และช่วงที่สอง ระหว่างเมืองตากใหม่ถึงปากน้ำโพ
ในที่นี้จะขอกล่าวถึงเฉพาะเส้นทางในช่วงแรก ระหว่างวันที่ ๑๑-๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๖๔ ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากการสร้างเขื่อนภูมิพล
๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๔๖๔
เช้าออกจากเชียงใหม่มาพักแรมที่ตำบลท้ายเหมือง ซึ่งสมเด็จฯ ทรงกล่าวว่าเป็นบริเวณที่หม่อมเจ้าบวรเดช อุปราชมณฑลพายัพขณะนั้น กำลังสร้างทำนบในลำน้ำปิง เพื่อไขน้ำเข้ามาทางฝั่งตะวันออก
จากการเปรียบเทียบกับแผนที่ เราไม่พบบ้านท้ายเหมืองดังกล่าว แต่ในแผนที่ปรากฏบ้านปากเหมือง ที่พระราชชายาฯ เสด็จประทับเป็นแห่งสุดท้าย ก่อนเข้าเมืองเชียงใหม่ โดยตั้งอยู่ริมฝั่งตะวันออกในเขตอำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ ในแผนที่ยังปรากฏร่องลำเหมือง ที่เป็นระบบทดน้ำ เพื่อการเกษตรกรรมของล้านนาโบราณ จำนวนมากกระจายอยู่ระหว่างดอยสุเทพ-ปุย ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกกับน้ำแม่ปิง และทางฝั่งตะวันออก
ลักษณะเช่นนี้สัมพันธ์กับการเรียกชื่อสถานที่ "บ้านท้ายเหมือง" และ "บ้านปากเหมือง" นั่นแสดงถึงความสำคัญ ของระบบการทดน้ำเข้าเหมือง และฝายเพื่อการเกษตรกรรม ด้วยเหตุนั้น อุปราชมณฑลพายัพ ที่ได้รับการแต่งตั้งมาจากส่วนกลาง จึงต้องทำหน้าที่จัดสรรน้ำด้วย ดังในกรณีของหม่อมเจ้าบวรเดช
๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๔๖๔
พักแรมตำบลปากบ่อง ไปดูเวียงป่าซาง ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญ เกี่ยวพันกับการตั้งทัพ รวบรวมกำลังคนในสมัยพระยากาวิละ และไปดูวัดเก่าสองวัดคือวัดอินทขีล กับวัดป่าซางงาม
สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ออกจะโปรดทำเลที่ตั้งเวียงป่าซางมาก เพราะชัยภูมิดี อุดมด้วยไร่นา ขนาดก็พอเหมาะกับการรักษาต่อสู้ข้าศึก ด้วยมีลำน้ำแม่ทาอยู่ด้านเหนือ และลำน้ำปิงอยู่ทางทิศตะวันตก ทั้งยังเป็นบริเวณศูนย์กลาง การเดินทางติดต่อระหว่างเมืองเชียงใหม่- ลำพูน- ลำปาง- ตาก
อย่างไรก็ตาม ตำบลปากบ่อง ซึ่งเป็นจุดแวะพักทั้งของพระราชชายาและของกรมพระยาดำรงราชานุภาพนั้น ไม่ปรากฏในแผนที่ แต่จากการสำรวจของผู้เขียนเอง พบว่ามีหมู่บ้านชื่อ "ปากบ่อง" อยู่ริมฝั่งตะวันออก บริเวณใต้สบแม่ทา (บริเวณที่น้ำแม่ทาไหลมาบรรจบน้ำแม่ปิง) ลงมาไม่ไกลนัก คืออยู่ระหว่างบ้านก้องกับบ้านหนองผำ เขตอำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน
๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๔๖๔
แวะบ้านหนองดู่ ซึ่งกรมพระยาดำรงราชานุภาพอธิบายว่า เป็นบ้านคนมอญ และยังเสด็จไปดูวัดเดิม วัดใหม่ จึงพักแรมบ้านหนองดู่
บ้านหนองดู่ ในที่นี้ปรากฏในแผนที่ทางฝั่งตะวันออกของน้ำปิง ในเขตอำเภอป่าซาง และจากการสำรวจพบว่า อยู่ห่างจากบ้านปากบ่อง เลียบริมน้ำแม่ปิง ไปทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ ๔-๕ กิโลเมตร ซึ่งหากไปต่ออีกไม่กี่กิโลเมตร ก็จะถึงวัดเกาะกลาง ซึ่งมีเจดีย์ที่มีลวดลายปูนปั้น แบบราชวงศ์มังราย ในราวพุทธศตวรรษที่ ๒๐-๒๑ สันนิษฐานว่าแต่เดิมคงมีการเดินเรือ มาขึ้นที่ท่าหน้าวัด
เรื่องที่น่าแปลกใจเรื่องหนึ่ง คือกรมพระยาดำรงราชานุภาพ กลับมิได้ทรงกล่าวถึงบ้านสันมหาพน ซึ่งอยู่ระหว่างบ้านปากเหมือง กับ บ้านหนองดู่ ทางฝั่งตะวันออกห่างจากแม่น้ำปิงประมาณ ๔ กิโลเมตร อันเป็นที่ตั้งของซากเจดีย์ ทรงสี่เหลี่ยมซ้อนชั้น และเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยมอยู่คู่กัน ซึ่งปัจจุบันเรารู้จักกัน ในชื่อของเจดีย์จามเทวี และนับเป็นตัวแบบศิลปสถาปัตยกรรม แบบทวารวดี ในภาคเหนือที่สำคัญ หรือว่าการศึกษาค้นคว้า ของชาวตะวันตก ที่เข้ามาสู่ล้านนาขณะนั้น ยังมาไม่ถึงลำพูน? แต่ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะเลอ เมย์ ก็ได้ขึ้นมาถึงเชียงใหม่แล้วตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๕๖

***************

Monlamphun ขอขอบพระคุณทุกๆ เว็บไซต์ ทุกๆ บทความที่ได้เผยแพร่เกียรติประวัติ เกียรติคุณของ

มอญบ้านหนองดู่-มอญบ้านบ่อคาว ซึ่ง แว่น มัฆวาน ในฐานะที่เป็นลูกหลานเม็งคะบุตร เห็นว่ากระจัดกระจายกันอยู่หลายที่หลายแห่ง จึงได้รวบรวมนำมาเสนอไว้ ณ ที่นี้ เพื่อให้อนุชนได้ทราบ และเป็นการย้ำเตือนความทรงจำของ
มอญบ้านหนองดู่ - มอญบ้านบ่อคาว
   
ซึ่งเป็น...

หนึ่งเดียวในจังหวัดลำพูน


หากมีสิ่งใดขาดตกบกพร่อง ผิดพลาด หรือไม่ถูกต้อง ขอท่านผู้รู้ทั้งหลาย กรุณาแนะนำ ติชม เพื่อที่จะได้แก้ไข
ให้ถูกต้องต่อไป....
ขอกราบขอบพระคุณ..

"แว่น มัฆวาน"

มอญ ชนชาติที่โลกลืม


มอญ... ชนชาติที่โลกลืม


ประวัติความเป็นมาของเม็งในพื้นที่หนองดู่-บ่อคาว และกอโชค-หนองครอบ จากการบอกเล่าของพ่อหนานบุญมี ศรีสถิตย์ธรรม ปราชญ์ชาวบ้านทั้งทางวัฒนธรรมและภาษามอญ ได้อธิบายว่า เม็งที่หนองดู่-บ่อคาว และกอโชค-หนองครอบ เป็นชุมชนมอญที่อาศัยอยู่ที่นี่ (ริมฝั่งน้ำปิง) มาหลายชั่วอายุคนแล้ว ทั้งยังได้มีคนมอญ/เม็งจากที่อื่นๆ เดินทางเข้ามาอาศัยกับคนเม็งที่อยู่เดิม โดยอาจจะเป็นญาติ หรือเป็นคนเม็งเช่นเดียวกัน ต่อมาจึงทำให้พื้นที่ดังกล่าวกลายเป็นชุมชนคนเม็งไปโดยปริยาย

จากการให้ข้อมูลของพ่อหนานบุญมีนั้น ได้สอดคล้องกับการเสด็จล่องลำน้ำปิงของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ในปี พ.ศ. ๒๔๖๔ ที่ได้ทรงแวะบ้านมอญหนองดู่ …“ได้ออกเรือแวะบ้านหนองดู่ เป็นบ้านมอญ ได้ความว่าอพยพขึ้นมาจากทางใต้ได้สัก ๓ ชั่วคน เดี๋ยวนี้มีมอญประมาณ ๑๒๐ คน (พ.ศ. ๒๔๖๔) มีวัดโบราณ ๒ วัด วัดดอนเรียกว่า วัดเดิม มีพระเจดีย์ก่ออิฐฐานสี่มุม พระเจดีย์กลมลายปั้นงาม ทำนองจะเป็นวัดหลวง อีกวัดอยู่ริมแม่น้ำเป็นวัดเก่าปฏิสังขรณ์ใหม่...บ้านหนองดู่มีนิทานเล่ากันว่าเป็นบ้านเศรษฐี ซึ่งเป็นบิดาของนางจามเทวี เดิมจะยกนางจามเทวีให้แก่บุตรเศรษฐีบ้านหนองเหวี่ยงแต่ทีหลังกลับคำ เพราะเห็นบุตรเศรษฐีบ้านหนองเหวี่ยงรูปชั่ว บิดาทั้งสองฝ่ายจึงวิวาทกัน...พระอินทร์จึงให้พระวิสุกรรมมารับนางไปถวายพระฤๅษีวาสุเทพ พระฤๅษีจึงชุบนางให้งามยิ่งขึ้น แล้วส่งไปถวายเป็นธิดาเจ้ากรุงละโว้

ชาวมอญทำพิธีบวงสรวงพระแม่จามเทวี

ได้มีการกล่าวสวดทั้งภาษาไทยและมอญ ในส่วนของชาวบ้านต่างเชื่อว่า ที่ชุมชนบ่อคาวเป็นสถานที่ประสูติของพระนางจามเทวี (ปฐมกษัตรีย์แห่งนครหริภุญชัย หรือลำพูน) และเป็นบ้านเศรษฐีอินตา บิดาของพระนาง ดังจะเห็นได้จากการที่มีโบราณสถานภายในชุมชนหนองดู่-บ่อคาว รวมถึงภายในวัดเกาะกลางด้วย ประกอบกับตำนานจามเทวีวงศ์ที่กล่าวถึงเมืองหริภุญชัย ว่าประมาณสมัยพระยาจุเลระราช (๑๕๙๐-จ.ศ.๓๐๙) ได้เกิดอหิวาตกโรค ชาวเม็งจึงได้ลี้ภัยไปอยู่ที่สะเทิมและหงสาวดี หลังจากโรคร้ายสงบ จึงได้กลับมาหริภุญชัยตามเดิม ซึ่งในเนื้อหาตำนานจามเทวีวงศ์ ก็ยิ่งตอกย้ำทำให้คนเม็งในชุมชนดังกล่าว เชื่อว่าตนเองเป็นเม็งที่มีเชื้อสายมาตั้งแต่สมัยพระนางจามเทวี และอยู่ที่นี่มาช้านาน ด้วยปัจจัยเหล่านี้ชาวเม็งจึงได้นำเอาพระนางจามเทวีมาเป็นบรรพบุรุษของตน

จากความเป็นมาของเม็งหนองดู่-บ่อคาวทั้งที่พ่อหนานบุญมี ชาวบ้านและเอกสารต่างๆ ก็ยังไม่สามารถหาข้อสรุปที่มาที่แน่นอนของคนเม็งในพื้นที่ดังกล่าวได้ หากอาจจะกล่าวในภาพรวมว่าเป็นคนเม็งที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าวมานานเป็นสำคัญ

จากการที่อาศัยในพื้นที่ดังกล่าวมาเป็นเวลานาน ทั้งยังเป็นชุมชนเม็งที่แวดล้อมไปด้วยคนยอง และคนเมือง จึงเป็นปัจจัยสำคัญหนึ่งที่ทำให้ความเป็นเม็ง ซึ่งแต่เดิมมีให้เห็นกันมากได้เปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าในเรื่องของวัฒนธรรม การแต่งกาย ภาษา อาหาร เป็นต้น ทั้งนี้ในการเปลี่ยนแปลง ย่อมที่จะต้องมีสิ่งที่เป็นวัฒนธรรมตกค้างสืบต่อกันมาถึงปัจจุบันเป็นแน่

ชุมชนเม็งหนองดู่-บ่อคาว ยังคงพยายามที่จะอนุรักษ์ และสืบสานประเพณีและวัฒนธรรมต่างๆ ของเม็งไว้ให้มากที่สุด ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านั้น ในปัจจุบันอาจจะถูกลดความสำคัญลงไปบ้าง ทั้งนี้ก็เนื่องจากพลวัตรการเปลี่ยนแปลงในสังคมเป็นเหตุ

ความเป็นเม็งสิ่งแรกที่เดินทางมาถึงในชุมชน นั่นก็คือ วัด กล่าวคือ วัดในชุมชนเม็งหนองดู่-บ่อคาว มีอยู่ ๒ วัดด้วยกัน คือ วัดหนองดู่ ตั้งใกล้ริมฝั่งน้ำปิง และวัดเกาะกลาง อยู่ในพื้นที่บ้านบ่อคาว โดยวัดหนองดู่เปลี่ยนจากมหานิกายมาเป็นธรรมยุตในปี พ.ศ. ๒๔๘๙ ส่วนวัดเกาะกลาง เดิมเป็นวัดร้างตั้งแต่สมัยโบราณ ได้มีพระภิกษุเข้าจำพรรษาและพัฒนาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๗ พระภิกษุที่จำพรรษาในวัดส่วนใหญ่จะเป็นคนเม็งในพื้นที่ หรือไม่ก็เป็นพระสายธรรมยุตเป็นสำคัญ และสัญลักษณ์ที่สำคัญของวัดมอญ ก็คือ การมีเสาหงส์หน้าวิหาร เพราะชาวเม็งโดยทั่วไปเชื่อกันว่า หงส์ คือสัญลักษณ์ของพวกตน ทั้งวัดหนองดู่ และ วัดเกาะกลาง ถือได้ว่าเป็นศูนย์รวมทั้งจิตใจ และกิจกรรมประเพณีต่างๆ ของเม็งไว้ทั้งสิ้น

นอกจากวัดจะเป็นสัญลักษณ์ภาพรวมที่บ่งบอกถึงความเป็นเม็งได้ในจุดหนึ่งแล้ว วัฒนธรรมประเพณี ยังเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จะเป็นตัวอธิบายความเป็นมอญได้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ประเพณีมอญที่ชาวเม็งหนองดู่-บ่อคาวยังคงพยายามปฏิบัติ เพื่อต้องการอนุรักษ์ไว้ คือ

การบวงสรวงเจ้าแม่จามเทวี

ในพิธีการบวงสรวงเจ้าแม่จามเทวีนั้น ชาวเม็งในพื้นที่กล่าวว่าจะมีการบวงสรวงภายในเดือน ๔ ของมอญ (ปอน= ๔) เดือน ๕ ของเหนือ/คนเมือง หรือเดือน ๒ (กุมภาพันธ์)ของไทย เป็นประจำทุกปี ในส่วนของวันบวงสรวงจะไม่เจาะจง เพราะแล้วแต่ความสะดวกของคนในชุมชนเป็นที่ตั้ง เหตุที่มีการบวงสรวงก็เนื่องจากเป็นการแสดงความเคารพต่อบรรพบุรุษของตน ทั้งนี้เพราะชาวบ้านเชื่อว่าพระนางจามเทวีเป็นบรรพบุรุษของคนเม็งที่หนองดู่-บ่อคาว ตามที่ได้กล่าวมาแล้ว การบวงสรวงจะทำกันที่บริเวณลานเจ้าแม่จามเทวี ในตัวอำเภอเมืองลำพูน ซึ่งกลุ่มคนที่เป็นคนเม็งที่เข้าร่วมในพิธีดังกล่าว ไม่ใช่เฉพาะเม็งที่หนองดู่-บ่อคาว แต่ยังหมายรวมถึงชาวเม็งที่อยู่กระจัดกระจายในพื้นที่ลำพูน-เชียงใหม่อีกด้วย ในด้านการอำนวยความสะดวกในเรื่องสถานที่และการจัดงานนั้น ได้รับการสนับสนุนและร่วมมือจากองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านเรือน อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน แทบทุกปี เพราะในส่วนของ อบต.บ้านเรือน ก็ต้องการที่จะมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ประเพณีและวัฒนธรรมของเม็งไว้ให้คงอยู่เช่นเดียวกัน

การฟ้อนผีเม็ง

หนึ่งในพิธีกรรมของคนมอญ ซึ่งแสดงถึงความเคารพต่อผีบรรพบุรุษ (ผีปู่ย่า) ในการฟ้อนผีเม็งจะมีวงปี่พาทย์มอญบรรเลงประกอบอยู่ตลอดเวลา

ขบวนมอญบ้านหนองดู่-บ่อคาว ในงานลอยหะมด (ภาษามอญ คำว่า หะมด แปลว่าไฟ หมายถึงการลอยกระทง) จะมีการสืบสานการแต่งกายแบบมอญในส่วนวัฒนธรรมเรื่องของอาหารนั้น ชาวเม็ง มีอาหารที่ขึ้นชื่อที่สำคัญ คือ ขนมจีน หรือขนมเส้น อาหารดังกล่าวนี้ได้บ่งบอกถึงความเป็นอยู่ของชาวเม็งได้เป็นอย่างดี เพราะชาวเม็งมักจะอาศัยใกล้แหล่งน้ำเนื่องจากส่วนประกอบในการทำขนมจีนจะต้องใช้น้ำ ในอดีตแทบทุกบ้านจะมีการทำขนมเส้น ทั้งรับประทานเอง และไว้ขาย หากแต่ปัจจุบัน การทำขนมจีน เหลืออยู่น้อยรายมาก แต่ผู้ที่ทำนอกจากจะเป็นการประกอบอาชีพหารายได้ถึงแม้ไม่ร่ำรวยให้พวกเขาแล้ว แต่พวกเขาก็ยังภูมิใจที่เป็นผู้มีส่วนแห่งการอนุรักษ์อาหารของคนเม็งให้คนเม็งได้ชื่นชมอีกทางหนึ่ง ซึ่งนอกจากอาหารคาว คนเม็งยังนิยมทำขนม ซึ่งขนมของคนเม็งที่เห็นและยังเป็นที่รู้จักของชุมชนในปัจจุบัน คือ ขนมปาด รวมถึงข้าวแช่

การแต่งกาย

คนเม็งจะมีการแต่งกาย คือ ผู้ชายจะใส่โสร่ง มีผ้าขาวม้าคาดบ่า เสื้อคอมน ส่วนผู้หญิงจะใส่ชุดลูกไม้สีชมพู หากแต่ปัจจุบันการแต่งกายโดยเฉพาะของผู้ชายจะมีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมไปบ้าง คือ ใส่เสื้ออะไรก็ได้ แต่ที่ขาดไม่ได้เลย คือ โสร่ง ส่วนการแต่งกายของผู้หญิงก็ยังคงเป็นผ้าลูกไม้สีชมพู บ้างก็มีสีส้ม และสีขาว ทั้งนี้ในการแต่งกายแบบมอญนั้น หาได้แต่งเป็นชีวิตประจำวัน พวกเขาจะแต่งเฉพาะวันสำคัญ หรืองานพิเศษ เช่น วันบวงสรวงเจ้าแม่จามเทวี วันเปิงสังกรา (คำว่า เปิงสังกรา เป็นภาษามอญหมายถึงสงกรานต์) หรือสงกรานต์ วันลอยหะมด หรือลอยกระทง พิธีการฟ้อนผี หรือกิจกรรมพิเศษที่มีในชุมชน

ภาษา

เป็นหนึ่งวัฒนธรรมที่บ่งบอกถึงความมีอารยะและความเจริญในกลุ่มชนนั้นๆ เม็งก็เช่นกัน พวกเขามีภาษาที่ใช้สื่อสารเป็นของตนเอง หากแต่การที่อยู่ใกล้คนยองและคนเมือง ซึ่งมีจำนวนที่มากกว่า ภาษาเม็งที่เคยมีเคยใช้กันมาจึงถูกลดความสำคัญลงและหายไปบ้างสำหรับคนเม็งบางกลุ่มในพื้นที่หนองดู่-บ่อคาว เพราะหากไปถามชาวเม็ง อายุประมาณ ๓๐ ปีขึ้นไป พวกเขาจะพูดเป็นทำนองเดียวกันว่า "ฟังเม็งได้นะ พูดได้บ้าง แต่เขียนไม่ได้" ซึ่งเหตุที่ฟังและพูดได้ เพราะพ่อแม่พูด เมื่อคนอายุ ๓๐ เป็นเช่นนี้กันส่วนใหญ่ แล้วเยาวชนคนเม็งจะพูดกันได้หรือไม่...แทบจะนับคนได้เลยในชุมชนหนองดู่-บ่อคาว ที่เด็กฟังและพูดได้ จากการที่คนเม็งลืมและลดความสำคัญของภาษาซึ่งเป็นเอกลักษณ์และวัฒนธรรมที่สำคัญ

พ่อหนานบุญมี ศรีสถิตย์ธรรมจึงต้องการที่จะให้ภาษาเม็งคงอยู่คู่กับชุมชนไปอีกนาน เมื่อประมาณ ๒ ปีที่แล้ว จึงได้ทำการแปลคำสวดจากภาษาไทยเป็นภาษาเม็งถวายพระที่วัด เพื่อใช้ในการสวดมนต์ และจากการที่เข้าร่วมกิจกรรมในวันพระที่วัด ทำให้เห็นถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชาวเม็งในเรื่องการสวดมนต์ภาษาเม็ง นอกจากนี้พ่อหนานบุญมี ยังได้ทำการสอนภาษาเม็งให้กับเยาวชนเม็งในชุมชนหนองดู่-บ่อคาวอีกด้วย เพื่อที่เยาวชนเหล่านั้นจะได้รู้จักภาษาเม็งของพวกเขาเอง และเป็นการอนุรักษ์ภาษาซึ่งเป็นวัฒนธรรมเม็งให้มีอยู่สืบไป โดยได้รับการสนับสนุนทั้งจากหลวงพ่ออวยชัย รักษาการเจ้าอาวาสวัดเกาะกลาง และพ่อแม่ผู้ปกครองคนเม็งในชุมชน ที่เห็นถึงความสำคัญในวัฒนธรรมและรากเหง้าของตน

การสอนภาษามอญให้กับเยาวชนมอญในพื้นที่ โดยพ่อหนานบุญมี ศรีสถิตย์ธรรม ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากชาวเม็งและหลวงพ่ออวยชัย สิทธิชโย (รักษาการเจ้าอาวาสวัดเกาะกลาง) ซึ่งเป็นชาวมอญในพื้นที่

คนเม็งที่หนองดู่-บ่อคาว และบางส่วนที่กอโชค-หนองครอบ จากการที่พวกเขามีสำนึกในความเป็นเม็ง จึงก่อให้เกิดวัฒนธรรม ประเพณี และพิธีกรรมต่างๆ ขึ้นมา และเราคนไทยก็น่าที่จะมีส่วนร่วมในการรักษาวัฒนธรรมประเพณีและพิธีกรรมของคนมอญ ซึ่งเป็นคนกลุ่มหนึ่งในสังคมไทย ทั้งนี้ก็เพื่อให้เกิดความเข้าใจในความหลากหลายทางชาติพันธุ์ของสังคมไทยด้วย

การปล่อยปลา

ชาวมอญส่วนมากมีอาชีพเกษตรกรรม การเดินทางสัญจรตามท้องทุ่ง ในบางฤดูกาลพบเห็นปลาตกคลัก เพราะขาดน้ำอยู่เสมอ จึงพากันนำไปปล่อยที่แม่น้ำ ต่อมาจึงได้กลายเป็นประเพณีปล่อยปลาในวันสงกรานต์เพราะ เดือนเมษายนของไทยเป็นเดือนแห่งการขาดฝน พิธีกรรมปล่อยปลาถือเป็นการช่วยต่ออายุสัตว์ ชาวมอญจึงถือ ว่าการปล่อยปลาในวันสงกรานต์ เป็นการสะเดาะเคราะห์ช่วยต่ออายุของผู้กระทำ และเป็นการนำตนไปประสบโชคดี หลังวันที่ ๑๕ เมษายนแล้ว จะมีขบวนแห่ปลาและนก ของชาวไทยเชื้อสายมอญที่ บ้านเกราะเกร็ด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี หนุ่มสาวจะแต่งตัวกันอย่างงามพริ้ง หิ้วถังปลา หรือโถแก้วใส่ปลาและกรงนกที่ตกแต่งสวยงาม เดินเป็นขบวนนำปลาไปปล่อยที่ท่าน้ำวัดปรมัยยิกาวาส และปล่อยนกที่บริเวณลานวัดนั่นเอง

ตำนานการปล่อยปลา

ตำนานกล่าวว่า เมื่อโบราณกาลมีพระอาจารย์รูปหนึ่งมีลูกศิษย์หลายคน พระอาจารย์มี ความชำนาญในการทายโชคชะตาราศี วันหนึ่งได้ตรวจดวงชะตาศิษย์รักก็ทราบว่าอยู่ในเกณฑ์อายุ ถึงฆาตจะต้องตายในไม่ช้า ด้วยความสงสารจึงบอกให้เณรน้อยกลับไปเยี่ยมบ้าน เพื่อเยี่ยมโยม บิดามารดาเป็นครั้งสุดท้าย โดยมิได้บอกเรื่องดวงชะตา สามเณรดีใจออกเดินทางเพื่อกลับไปยังบ้านของตน ระหว่างทางได้ผ่านหนองน้ำที่มีน้ำแห้งขอด มีปลาตกคลักเป็นจำนวนมากจึงจับปลาเหล่านั้นไปปล่อยแม่น้ำให้รอดตายทุกตัว จากนั้นจึงเดินทางต่อไปจนถึงบ้าน เยี่ยมโยมบิดามารดาอยู่นานพอสมควรจึงเดินทางกลับมายังสำนักอาจารย์ ฝ่ายอาจารย์เห็นศิษย์กลับมาอย่างปลอดภัย ก็แปลกใจจึงสอบถามเรื่องราวต่างๆ เมื่อทราบว่าลูกศิษย์ได้ประกอบความดีด้วยเมตตาจิต ด้วย การช่วยชีวิตปลาจึงรอดปลอดภัยมาได้

การทำบุญกลางหมู่บ้าน

การทำบุญกลางบ้าน มอญเรียกว่า "ป๊ะย์กาวซา อะโต่ห์กวาน" การทำบุญนี้จะ ทำกันในหมู่บ้านเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชาวบ้านและหมู่บ้าน การทำบุญกลางบ้านจะจัดขึ้นหลังวันที่ ๑๕ เมษายน มีการเลี้ยงพระในตอนเช้า ชาวบ้านในหมู่บ้านจะช่วยกันจัดอาหารมาถวายพระ และเลี้ยงกันในหมู่ชาวบ้าน ก่อนสงกรานต์ประมาณหนึ่งสัปดาห์ มีการเตรียม การกวนกาละแม ซึ่งเป็นขนมที่ต้องใช้แรงคนมากในการทำ นอกจากกวนกาละแมแล้ว จะมี การกวนข้าวเหนียวแดง ข้าวเหนียวแก้ว ซึ่งเป็นขนมสำหรับทำบุญในเทศกาลนี้ นอกจากขนมแล้วยังมีการทำขนมจีน หรือ "หะนอมจิน" ซึ่งเป็นอาหารของมอญแต่โบราณกาลมาแล้วเพื่อ เตรียมทำบุญด้วย เมื่อได้ทำบุญกลางบ้านแล้ว การเฉลิมฉลองการขึ้นศักราชใหม่ยังคงมีต่อ เนื่องไปอีกด้วยการจัดทำพิธีทำบุญสรงน้ำพระ

ทะแยมอญ

ทะแยมอญ เป็นเพลงพื้นบ้านเก่าแก่ของชาวไทยเชื้อสายมอญที่ ตำบลเกาะเกร็ด อำเภอ ปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เนื้อร้อง และท่วงทำนองเป็นภาษามอญ แต่อาจมีภาษาไทยปนบ้างใน บางตอน เนื้อร้องจะเป็นการเกี้ยวพาราสี ต่อปากต่อคำ ระหว่างชายหญิงก็ได้ หรือข้อธรรมะโต้ตอบกัน ชมนกชมไม้ ทั้งนี้แล้วแต่ว่าผู้ร้อง จะดำเนินเรื่องไปอย่างไร มีการรำประกอบด้วยแต่ไม่เป็นแบบแผนตายตัว ทะแยมอญเล่นได้ทั่วไป ทั้งในโอกาสที่เป็นงานมงคล และงานอวมงคลหรือในวาระที่ต้องการความสนุกสนานครึกครื้น เช่นในเทศกาลสงกรานต์ ไม่จำเป็นต้องเป็นงานพิธี


ที่มาของพระราชประวัตินี้
. ชินกาลมาลีปกรณ์ ฉบับหอสมุดแห่งชาติ
. สังคีติยวงศ์
. จามเทวีวงศ์
(คัดลอกจากเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับจังหวัดลำพูน-บ้านมอญหนองดู่ /monstudied)

 ***************

Monlamphun ขอขอบพระคุณทุกๆ เว็บไซต์ ทุกๆ บทความที่ได้เผยแพร่เกียรติประวัติ เกียรติคุณของ

มอญบ้านหนองดู่-มอญบ้านบ่อคาว ซึ่ง แว่น มัฆวาน ในฐานะที่เป็นลูกหลานเม็งคะบุตร เห็นว่ากระจัดกระจายกันอยู่หลายที่หลายแห่ง จึงได้รวบรวมนำมาเสนอไว้ ณ ที่นี้ เพื่อให้อนุชนได้ทราบ และเป็นการย้ำเตือนความทรงจำของ
มอญบ้านหนองดู่ - มอญบ้านบ่อคาว
   
ซึ่งเป็น...

หนึ่งเดียวในจังหวัดลำพูน


หากมีสิ่งใดขาดตกบกพร่อง ผิดพลาด หรือไม่ถูกต้อง ขอท่านผู้รู้ทั้งหลาย กรุณาแนะนำ ติชม เพื่อที่จะได้แก้ไข
ให้ถูกต้องต่อไป....
ขอกราบขอบพระคุณ..

"แว่น มัฆวาน"

คนมอญลำพูน



คนมอญลำพูน


คนมอญเป็นกลุ่มคนที่เรียบง่าย ไม่ปรารถนาที่จะต่อล้อต่อเถียงกับใคร ตลอดทั้งชีวิตของพวกเขา มุ่งแสวงหาความสงบและการแสดงออกถึงศรัทธา ต่อศาสนาอย่างแรงกล้า นี่อาจเป็นคำกล่าวหนึ่งที่เหมือนจะตอกย้ำลงไปว่า แท้จริงแล้วคนมอญไม่ได้เป็นชนชาตินักรบ หากแต่พวกเขาเป็นกลุ่มคนที่รักความสงบ ดำรงตนอยู่ภายใต้หลักธรรมคำสอนของพุทธศาสนามากกว่า
 
 
ในอดีตที่ผ่านมาจะสังเกตเห็นว่า ตั้งแต่พื้นที่ขวานทองของไทยเรื่อยไปจนกระทั่งถึงพม่า และอินเดียบางส่วน เคยเป็นถิ่นที่อยู่ของกลุ่มคนมอญ กระทั่งพวกเขาถูกรุกราน และได้อพยพเร่ร่อนไปอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้พวกเขาถูกมองว่า เป็นกลุ่มชนที่ไม่มีหลักแหล่งแน่นอน
 
และนี่คืออนุสติสำคัญแห่งหน้าประวัติศาสตร์ เมื่อฉากสุดท้ายของมหาอาณาจักรที่สำคัญที่สุด ในดินแดนสุวรรณภูมิเคยเป็นถึง แอ่งอารยธรรมแม่ ของอารยธรรมทั้งปวงในแถบอุษาคเนย์ จักต้องมาจบลงด้วยการไร้ชาติสิ้นแผ่นดิน ทว่าหากย้อนเข้าไปในยุคสมัยประวัติศาสตร์ ทำให้ทราบว่า มอญ คือบรรพบุรุษกลุ่มแรก ที่เคยครอบครองผืนแผ่นดินไทยมาก่อน เช่นในพุทธศตวรรษที่ ๘ หรือราว ๑,๘๐๐ ปีมาแล้วมีหลักฐานยืนยันว่า อาณาจักรมอญแห่งแรกสุดมีศูนย์กลางอยู่แถบนครปฐม ราชบุรี สุพรรณบุรี ซึ่งเรียกรวมกันว่า อาณาจักรทวารวดี (Dvaravati)
 
นอกจากนั้นยังมีหลักฐานเอกสารยืนยันอีกว่า บรรพชนของคนมอญน่าจะมาจากเมืองตะเลงคนา (Telinggana) ซึ่งอยู่ในแถบอินเดียตอนใต้ ก่อนจะอพยพย้ายมาอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำอิรวดี ที่เมืองหงสาวดี แล้วตั้งเป็นอาณาจักรขึ้นเรียกว่า อาณาจักรพยู ตอนหลังถูกพม่าเข้ารุกราน และได้อพยพหนีเข้ามาอยู่ในสยาม โดยเข้ามาตั้งรกรากครั้งแรกที่บริเวณจังหวัดนครปฐม ต่อมาได้กระจายออกไปตามที่ต่างๆ ในประเทศ นอกจากนี้ยังมีการขุดพบหลักฐานที่ จังหวัดนครปฐม พบเหรียญเงินปรากฏอักษรมอญไว้ว่า เย ธฺมมา ศรีทวารวติ ซึ่งก็ไปสอดคล้องกับชื่อของเมืองทวารวดี ทำให้ทราบว่ากลุ่มคนมอญ เคยมีความเจริญรุ่งเรืองมาก่อน ในสมัยทวารวดีเมื่อก่อนศตวรรษที่ ๑๕
 
สำหรับกลุ่มคนมอญที่เข้ามาอยู่ในหริภุญชัย สันนิษฐานว่าเข้ามาเมื่อราวศตวรรษที่ ๑๖ ปัจจุบันยังปรากฏหลักฐานทางโบราณคดี ที่วัดเกาะกลาง อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน ซึ่งน่าจะเป็นคนมอญกลุ่มสุดท้ายที่ยังคงหลงเหลืออยู่ มอญกลุ่มนี้เรียกตัวเองว่า พวกเม็งบ้านหนองดู่-บ่อคาว ตั้งบ้านเรือนอยู่สองฝั่งแม่น้ำปิง ฝั่งตะวันออกเป็นมอญบ้านหนองดู่และบ่อคาว ส่วนฝั่งตะวันตกเป็นมอญบ้านต้นโชค และบ้านหนองครอบ อ.สันป่าตอง มีแม่น้ำปิงเป็นสายใยยึดโยงความสัมพันธ์ รวมคนมอญทั้งสองฝั่งได้ราว ๓,๐๐๐ กว่าชีวิต ๕๐๐ กว่าครัวเรือน
 
หากย้อนไปในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นว่า ก่อนสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้มีการอพยพคนมอญขึ้นมาอาศัยอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำปิง และแม่น้ำวังกลุ่มใหญ่ ๑ - ๒ ระลอก ซึ่งปัจจุบันปรากฏชุมชนคนมอญ ทั้งในจังหวัดลำพูนและลำปาง ขณะเดียวกันประเด็นหนึ่งที่ผู้คนให้ความสนใจก็คือ ประเด็นเรื่อง พระนางจามเทวีเป็นมอญที่มาจากละโว้ หรือ เป็นมอญบ้านหนองดู่
 
ปริศนาเกี่ยวกับถิ่นกำเนิดของพระนางจามเทวีนั้น เป็นเรื่องที่ยังถกเถียงกันไม่จบ เนื่องจากตำนานที่เขียนขึ้น ล้วนแต่งในสมัยหลังทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม ในเอกสารประกอบการเสวนา จัดทำโดยพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติหริภุญชัย เรื่องปฐมเหตุแห่งมอญหริภุญชัย กล่าวถึงกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ในอาณาจักรหริภุญชัยสมัยนั้น ประกอบด้วยคน ๓ กลุ่มหลัก คือ
 
มอญจากละโว้หรือมอญทวารวดี ส่วนใหญ่เป็นชนชั้นสูงพวกนักปราชญ์ นักบวช ขุนนาง ศิลปิน นายช่างที่เดินทางมาพร้อมกับพระนางจามเทวีกว่าเจ็ดพันชีวิต
 
กลุ่มที่ ๒ คือชาวเม็งพื้นเมือง ซึ่งเป็นชาติพันธุ์เดียวกัน พูดภาษาคล้ายคลึงกับมอญราชสำนัก ซึ่งกลุ่มนี้พระนางจามเทวีทรงโปรดให้เข้ามาอาศัยอยู่ภายในเวียง ปะปนกับชาวมอญจากภาคกลางอย่างกลมกลืน
 
กลุ่มสุดท้ายเป็นพวกลัวะหรือละว้า ชนพื้นเมืองดั้งเดิมมีสถานะเป็นพลเมืองชั้นสอง โดยให้อาศัยอยู่บริเวณนอกเมือง แต่เป็นที่น่าเสียดายที่เราไม่พบหลักฐานทางโบราณคดี ที่เก่าแก่ย้อนไปถึงยุคของพระนางจามเทวีในรูปของจารึกหรือศิลปกรรม
 
ร่องรอยอารยธรรมมอญที่เหลือให้เห็นในลำพูน ก็พบในสมัยของพระเจ้าสรรพสิทธิ์ (พุทธศตวรรษที่ ๑๕) เป็นอักขระมอญโบราณ จารึกลงบนแท่งหินขนาดใหญ่จำนวน ๘ หลัก (ถือว่าเป็นจังหวัดที่มีจารึกมอญมากที่สุดในประเทศไทย) ทำให้ทราบว่า มีกลุ่มชนชาวมอญเคยอาศัยอยู่ในอาณาจักรหริภุญชัยมาก่อนที่จะถูกกลืนหายไป พร้อมกับการเดินทางมาถึงของกลุ่มชนชาวไทจากลุ่มแม่น้ำกก แม่น้ำโขง ภายใต้ชื่ออาณาจักรล้านนา
 
อย่างไรก็ตามแม้ว่าชาวมอญแม่ระมิงค์หลายคน จักพยายามยืนยันต้นตระกูลของพวกเขาคือมอญหริภุญชัย มิใช่มอญใหม่จากที่อื่น แต่นักประวัติศาสตร์ในยุคหลังกลับเชื่อว่าน่าจะเป็นมอญใหม่มากกว่า เพราะจากประวัติศาสตร์ล้านนายุคหลังหริภุญไชยเป็นต้นมา แทบไม่มีการกล่าวอ้างถึงชาวมอญอีกเลย เนื่องจากลำพูนได้กลายเป็นแหล่งอาศัยของชาวไทยวน ไทยอง ไทลื้อ ซึ่งอพยพเข้ามาแทนที่ชาวมอญไปเรียบร้อยแล้ว
 
เพราะถ้าหากมอญใหม่ ก็ชวนให้คิดต่อไปว่าโยกย้ายเข้ามาตั้งแต่เมื่อไรและมาจากไหน จากพม่าหรือจากภาคไหนของประเทศไทย แล้วไยมาเลือกเอาดินแดนแถบป่าซาง - สันป่าตอง ถิ่นเก่าของมอญหริภุญชัยยึดเป็นเรือนตาย...คำถามเหล่านี้ยังเป็นปริศนาที่น่าขบคิดอยู่ไม่น้อย
 
(จักรพงษ์ คำบุญเรือง jakrapong@chiangmainews.co.th )
 
*************

Monlamphun ขอขอบพระคุณทุกๆ เว็บไซต์ ทุกๆ บทความที่ได้เผยแพร่เกียรติประวัติ เกียรติคุณของ

มอญบ้านหนองดู่-มอญบ้านบ่อคาว ซึ่ง แว่น มัฆวาน ในฐานะที่เป็นลูกหลานเม็งคะบุตร เห็นว่ากระจัดกระจายกันอยู่หลายที่หลายแห่ง จึงได้รวบรวมนำมาเสนอไว้ ณ ที่นี้ เพื่อให้อนุชนได้ทราบ และเป็นการย้ำเตือนความทรงจำของ
มอญบ้านหนองดู่ - มอญบ้านบ่อคาว
   
ซึ่งเป็น...

หนึ่งเดียวในจังหวัดลำพูน

หากมีสิ่งใดขาดตกบกพร่อง ผิดพลาด หรือไม่ถูกต้อง ขอท่านผู้รู้ทั้งหลาย กรุณาแนะนำ ติชม เพื่อที่จะได้แก้ไข
ให้ถูกต้องต่อไป....
ขอกราบขอบพระคุณ..

"แว่น มัฆวาน"